ข่าวประชาสัมพันธ์

 

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยืนยัน ไทรทัน และปาเจโร สปอร์ต รองรับน้ำมันไบโอดีเซล บี20

 

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนโยบายการใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี20 ของกระทรวงพลังงานด้วยการยืนยันว่ารถกระบะ มิตซูบิชิ ไทรทัน และรถอเนกประสงค์ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต สามารถรองรับน้ำมันไบโอดีเซล บี20

“ลูกค้าสามารถลดค่าใช้จ่ายลงด้วยการใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี20 และยังช่วยลดการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลดีต่อคุณภาพอากาศ เนื่องจากมีการปล่อยฝุ่นควันและก๊าซเรือนกระจกสู่อากาศในระดับที่ต่ำลง โดยเราจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนายนตรกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดต่อไปในอนาคต” มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

ทั้งนี้รถกระบะและรถอเนกประสงค์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่สามารถรองรับน้ำมันไบโอดีเซล บี20 ประกอบด้วย มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นปี (Model Year) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป และ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต รุ่นปี (Model Year) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 เป็นต้นไป

ลูกค้าผู้ใช้รถ มิตซูบิชิ ไทรทัน และ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ทุกรุ่น สามารถเข้ารับคำแนะนำจากช่างผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเตรียมความพร้อมในการใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี20 พร้อมรับการบริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์เบื้องต้น 22 รายการ ฟรี ได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์ มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ

และสามารถตรวจสอบรุ่นรถยนต์มิตซูบิชิที่รองรับน้ำมันไบโอดีเซล บี20 ได้ที่ https://www.mitsubishi-motors.co.th/th/b20 หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 8:30-17:00 น.

 

 

 

 


 

 

 

Mitsubishi Motors Warranty Plus

โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพ

  

 

Mitsubishi Motors Warranty Plus โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพ

รับประกันคุณภาพรวมสูงสุดนาน 7 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน)
เราดูแล … คุณแค่ขับ

 

สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้ารถยนต์มิตซูบิชิทุกรุ่น ให้คุณหมดกังวลเรื่องค่าซ่อมหลังสิ้นสุดระยะการรับประกันมาตรฐาน ด้วยโปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพ Mitsubishi Motors Warranty Plus ราคาพิเศษ เพื่อดูแลรถยนต์มิตซูบิชิที่คุณรักให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ พร้อมพาคุณสู่ทุกจุดหมายอย่างที่ใจต้องการ

 

Mitsubishi Motors Warranty Plus

 

โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพ Mitsubishi Motors Warranty Plus รวมสูงสุด 7 ปี หรือ 150,000 กม* สำหรับลูกค้ารถยนต์มิตซูบิชิ ที่ยังอยู่ในระยะรับประกันมาตรฐานที่บริษัทฯกำหนด

 

โดยลูกค้าสามารถซื้อการรับประกันคุณภาพเพิ่มเติมภายใน 6 เดือน หรือ 10,000 กม.* นับตั้งแต่วันที่ออกรถ หรือก่อนสิ้นสุดระยะรับประกันมาตรฐาน โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพชิ้นส่วนรถจะครอบคลุมชิ้นส่วนสำาคัญ 14 กลุ่มหลัก โดยสามารถเลือกซื้อการรับประกันคุณภาพเพิ่มเติมตามรูปแบบการใช้รถที่เหมาะสม ทั้งแบบเพิ่มเติม 1 ปี หรือ 25,000 กม.* หรือเพิ่มเติม 2 ปี หรือ 50,000 กม.*

 

*แล้วแต่ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน

 

 


สิทธิประโยชน์จาก Mitsubishi Motors Warranty Plus

 

• ระยะการรับประกันคุณภาพรถที่มากขึ้น ครอบคลุมทุกค่าใช้จ่ายในงานซ่อมตามเงื่อนไขการรับประกัน
• ลดภาระค่าใช้จ่ายเมื่อต้องนำรถเข้าซ่อม
• ไม่จำกัดจำนวนครั้งในการซ่อม และครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการซ่อมตามเงื่อนไขการรับประกัน
• ได้รับความคุ้มครองต่อเนื่องทันทีเมื่อระยะรับประกันมาตรฐานสิ้นสุดลง
• สามารถใช้สิทธิการเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์บริการมิตซูบิชิทั่วประเทศ

 


สำหรับรถที่มีอายุการใช้งานไม่เกิน 6 เดือน หรือ 10,000 กม* (นับตั้งแต่วันที่ลูกค้ารับมอบรถยนต์จากผู้จำหน่าย)

สำหรับรถที่มีอายุการใช้งานเกิน 6 เดือน หรือ 10,000 กม.* แต่ไม่เกิน 5 ปี หรือ 100,000 กม.* (นับตั้งแต่วันที่ลูกค้ารับมอบรถยนต์จากผู้จำหน่าย)

*แล้วแต่ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน

 

หมายเหตุ
• ราคาจำหน่ายข้างต้นรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ประกาศ ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2562
• รถที่เข้าร่วมรายการต้องเป็นรถมิตซูบิชิ ที่ออกโดยผู้จำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งได้เข้ารับการเช็กระยะตามเวลาและมาตรฐานที่บริษัทกำหนด ทั้งนี้สามารถดูรายละเอียดได้จากสมุดรับบริการและคู่มือการใช้รถ

 


 

สื่อมวลชนทดสอบสมรรถนะ

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่

พิสูจน์นิยามใหม่ของครอสโอเวอร์

 

สื่อมวลชนทดสอบสมรรถนะ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ พิสูจน์นิยามใหม่ของครอสโอเวอร์

กรุงเทพฯ – 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2561: บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรมทดสอบขับให้แก่สื่อมวลชน บนเส้นทางการขับขี่ที่จัดขึ้นเพื่อท้าพิสูจน์สมรรถนะของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ นิยามใหม่ของรถครอสโอเวอร์ ซึ่งเป็นเซกเมนต์รถยนต์ที่บุกเบิกขึ้นใหม่ในประเทศไทยโดย บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด โดย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่นี้มาพร้อมรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวล้ำอนาคตด้วยเอกลักษณ์การออกแบบ Advanced ‘Dynamic Shield’ ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส รวมถึงสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น และห้องโดยสารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับเดียวกัน

มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ นิยามใหม่ของครอสโอเวอร์ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยได้ถ่ายทอดความแข็งแกร่งและแรงบันดาลใจอันสร้างสรรค์เพื่อสร้างเซกเมนต์ใหม่ เราผสานสมรรถนะอันแข็งแกร่งแบบรถครอสโอเวอร์เข้าไว้กับความอเนกประสงค์ในการใช้งานที่หลากหลายเพื่อช่วยสร้างโอกาสที่มากขึ้นให้แก่ลูกค้าได้ค้นพบทุกความต้องการในชีวิต”

นิยามใหม่ของครอสโอเวอร์นี้ถ่ายทอดความเชี่ยวชาญในการพัฒนารถอเนกประสงค์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส โดย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ใหม่ มีความสูงจากพื้นมากกว่ารถยนต์ในรุ่นเดียวกันโดยอยู่ที่ 205 มม. (สำหรับล้ออัลลอย 16 นิ้ว) เพื่อเพิ่มศักยภาพการบุกตะลุยได้บนหลากหลายสภาพเส้นทาง พร้อมข้ามผ่านได้ทุกอุปสรรค และช่วยให้ฝ่าสภาพน้ำท่วมขังได้อย่างปลอดภัย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ยังมีมิติตัวถังที่ใหญ่กว่าซึ่งไม่เพียงเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยบนท้องถนนแต่ยังมอบห้องโดยสารมีความกว้างขวางมากขึ้น คุณสมบัติเหล่านี้ถูกพัฒนาไว้ในตัวรถที่มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม มาพร้อมกับตำแหน่งที่นั่งขับขี่ที่สูงกว่า

สื่อมวลชนไทยที่เข้าร่วมกิจกรรมทดสอบแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม เพื่อให้สื่อมวลชนทุกท่านได้ทดสอบสมรรถนะการขับขี่ ประสิทธิภาพในการควบคุม ความกว้างขวาง และความสะดวกสบายของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ บนเส้นทางสภาพถนนจริงเป็นระยะทางรวมกว่า 3,000 กิโลเมตร โดยคณะสื่อมวลชนจะได้มีโอกาสทดสอบขับขี่มีตั้งแต่ระยะ 400 กิโลเมตรไปจนถึง 600 กิโลเมตร ผ่านหลายจังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่เหนือสุดที่จังหวัดเชียงราย ผ่านหลายจังหวัดในภาคเหนือมุ่งสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และขับไปตามเส้นทางในภาคกลาง ก่อนจะลัดเลาะลงมาจนถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานีในภาคใต้

 


มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ จะได้รับการทดสอบสมรรถนะทั้งบนเส้นทางลูกรัง ถนนทางหลวง และสภาพการจราจรที่หนาแน่นในเมือง นอกจากนี้ยังมีเส้นทางขึ้นลงเขาสูงชันและคดเคี้ยวเพื่อให้สื่อมวลชนได้สัมผัสสมรรถนะเหนือชั้นของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ รวมถึงเปิดโอกาสให้พิสูจน์พละกำลังและอัตราเร่งอย่างเต็มที่ นอกจากนี้สื่อมวลชนส่วนหนึ่งยังได้ร่วมกับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มอบการสนับสนุนให้แก่โรงเรียนวัดบางเคียนในจังหวัดนครสวรรค์ ด้วยการร่วมกันปรับปรุงอาคารเรียน พร้อมบริจาคอุปกรณ์การกีฬาและเครื่องกรองน้ำ ซึ่งยังเป็นการทดสอบศักยภาพการบรรทุกสัมภาระไว้ในเนื้อที่อันกว้างขวางของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ อีกด้วย

นอกเหนือไปจากสมรรถนะและความสะดวกสบายในการขับขี่แล้ว มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ มาพร้อมดีไซน์ที่ล้ำสมัย โดดเด่น ดึงดูดทุกสายตา ด้วยเอกลักษณ์การออกแบบ Advanced ‘Dynamic Shield’ ที่พร้อมปกป้องทั้งผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และผู้ร่วมใช้เส้นทาง ซึ่งสะท้อนถึงปรัชญาการออกแบบ ‘Form Follows Function’ หรือ ‘รูปลักษณ์ที่สอดคล้องกับการใช้งาน’ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ มีความลงตัวด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวผสานเข้ากับความแข็งแกร่ง และเปี่ยมด้วยระบบความปลอดภัย

คุณสมบัติการใช้งานและความปลอดภัยที่ได้รับจากดีไซน์แบบ Advanced ‘Dynamic Shield’ ใน มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ปรากฏให้เห็นชัดเจนที่ด้านหน้าและตำแหน่งของไฟหน้าขณะที่ไฟหรี่แบบ Crystal LED ถูกติดตั้งอยู่ด้านบนของฝากระโปรงและเยื้องมาด้านหน้าซุ้มล้อจึงช่วยให้ผู้ใช้ทางเท้าและยานพาหนะอื่น ๆ สังเกตเห็นได้ง่ายขึ้น ไฟหน้าติดตั้งในกันชนหน้าเพื่อเลี่ยงไม่ให้แสงจากไฟหน้ารบกวนสายตาผู้ใช้ทางเท้ารวมถึงผู้ขับขี่ยานพาหนะที่สวนมา มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ รุ่นจีที ยังมาพร้อมไฟตัดหมอกหน้า มือเปิดประตูโครเมียม คิ้วขอบกระจกประตู และแผงกันกระแทกด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงคิ้วขอบประตูด้านล่างข้างตัวรถ

ภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ นิยามใหม่ของครอสโอเวอร์ มอบอารมณ์โลกยานยนต์ล้ำยุคที่เปี่ยมด้วยความสะดวกสบายและมีความกว้างขวางที่สุดในระดับเดียวกัน ด้วยมิติในห้องโดยสารที่กว้างที่สุดและสูงที่สุด มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ สามารถปรับเบาะที่นั่งที่ได้อย่างอเนกประสงค์ รองรับผู้โดยสาร 7 คนด้วยพื้นที่ช่วงขาและช่วงไหล่พร้อมให้ความกว้างขวางสะดวกสบาย อีกทั้งยังปกป้องผู้โดยสารจากเสียงรบกวนได้อย่างยอดเยี่ยมและสามารถพับเบาะราบได้เพื่อเพิ่มพื้นที่การบรรทุกสัมภาระภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยโทนสีดำ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ยังได้รับการพัฒนาจากแนวคิด “โอโมเตะนาชิ” (Omotenashi) หรือการดูแลและใส่ใจในทุกรายละเอียดแบบญี่ปุ่น เพื่อมอบความสะดวกสบายให้แก่ผู้โดยสาร ห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ จึงเปี่ยมด้วยความอเนกประสงค์ ทันสมัยและรองรับการใช้งานได้อย่างครบครันด้วยช่องจัดเก็บของมากมายและช่องชาร์จกระแสไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ทั้งกุญแจอัจฉริยะและปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ แผงควบคุมระบบปรับอากาศด้านหลัง พวงมาลัยปรับระดับสูง-ต่ำและปรับเข้า-ออก และสวิตช์ควบคุมระบบเครื่องเสียงบนพวงมาลัย พร้อมหน้าจอแสดงผลข้อมูลอเนกประสงค์แบบสามมิติ TFT ขนาด 4.2 นิ้ว พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนัง มีระบบล็อกความเร็วบนพวงมาลัย จอภาพระบบสัมผัสขนาด 6.2 นิ้ว และเบาะที่นั่งหุ้มหนังและวัสดุหนังสังเคราะห์ทั้ง 3 แถว (เฉพาะรุ่นจีที) การออกแบบภายในห้องโดยสารเป็นไปตามอัตลักษณ์ดีไซน์แบบแนวราบ (Horizontal Axis) ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในการจัดเรียงแผงควบคุมทั้งหมดช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าถึงอารมณ์การขับเคลื่อนของตัวรถ พร้อมกับช่วยเพิ่มทัศนวิสัยด้านหน้าและมอบความปลอดโปร่งยิ่งขึ้นแก่ห้องโดยสาร

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์อลูมินัมอัลลอยเบนซินขนาด 1.5 ลิตร DOHC MIVEC 16 วาล์ว 105 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 141 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมทุกการขับขี่ทั้งในเมืองและนอกเมือง ล้ออัลลอยแบบสีทูโทนขนาด 16 นิ้ว (เฉพาะรุ่นจีที) พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดที่ได้รับการพัฒนาเพื่อถ่ายทอดพละกำลังและแรงบิดของเครื่องยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ มาพร้อมช่วงล่างแมคเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริงและเหล็กกันโคลงที่ด้านหน้าและทอร์ชันบีมที่ด้านหลัง มอบสมรรถนะการควบคุมที่ยอดเยี่ยม

เช่นเดียวกับรถยนต์ของมิตซูบิชิทุกรุ่น มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ อัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัยทั้งในเชิงป้องกันและปกป้อง ได้แก่ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC-Active Stability Control) ระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL-Traction Control System) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA-Hill Start Assist System) ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS-Anti Lock Braking System) และระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD-Electronic Brake Force Distribution) พร้อมระบบเสริมแรงเบรก (BA-Brake Assist) ระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS-Emergency Stop Signal System) ถุงลมนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับและระบบผ่อนแรงอัตโนมัติ ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง และเข็มขัดนิรภัยแบบ ELR 3 จุด 5 ตำแหน่งสำหรับผู้โดยสารทุกที่นั่ง รุ่นสูงสุดยังมาพร้อมกับกล้องมองภาพด้านหลัง

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ คือหนึ่งในรถยนต์มิตซูบิชิที่ได้รับการถ่ายทอดกลยุทธ์แบรนด์ระดับโลก Drive your Ambition นิยามใหม่ของครอสโอเวอร์นี้ผสมผสานจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยเข้ากับความกล้าท้าทายขอบเขตการออกแบบและขีดจำกัดของเทคโนโลยี ด้วยดีไซน์ที่สะดุดตาและสมรรถนะที่เหนือระดับ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ขับขี่เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จตลอดไป

ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะทำการเปิดตัว มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ นิยามใหม่ของครอสโอเวอร์ อย่างเป็นทางการในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561 นี้ ที่ BIG MOTOR SALE 2018 มหกรรมยานยนต์เพื่อการขายแห่งชาติ ณ ศูนย์ประชุมและจัดแสดงสินค้านานาชาติไบเทค บางนา และพร้อมจำหน่ายให้แก่ลูกค้าที่เครือข่ายผู้จำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ

 


 

ฉลองความสำเร็จครบ 40 ปี รถกระบะมิตซูบิชิ

 

 

ในปี พ.ศ. 2521 เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง อุตสาหกรรมวีดีโอเกมได้ถือกำเนิดขึ้น เครือข่ายโทรศัพท์มือถือกำลังถูกพัฒนาขึ้นในประเทศญี่ปุ่น และซุปเปอร์แมนเริ่มเป็นที่โด่งดังในโลกภาพยนตร์

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้รถกระบะมิตซูบิชิขนาดหนึ่งตันได้ถูกเผยโฉมขึ้นเป็นครั้งแรก และในอีกสี่ทศวรรษต่อมารถรุ่นดังกล่าวได้กลายเป็นยานพาหนะสำหรับผู้คนทั่วโลกมากกว่า 4.7 ล้านคน

รถกระบะมิตซูบิชิโดดเด่นด้วยความสามารถในการขับเคลื่อนบนทุกสภาพถนนและภูมิประเทศ ด้วยการพัฒนาและออกแบบเพื่อมุ่งตอบสนองทุกความปรารถนาของลูกค้าผู้ชื่นชอบรถกระบะ ทั้งในด้านความแข็งแกร่ง ทนทาน และการบรรทุกสัมภาระ รวมถึงความอเนกประสงค์และความสะดวกสบายในการโดยสารที่ไม่ต่างไปจากรถยนต์นั่งแบบซีดาน

รถกระบะมิตซูบิชิรุ่นแรกเผยโฉมในนาม ฟอร์เต้ (FORTE) หรือ แอล200 (L200) ในบางประเทศที่ยังถูกใช้งานจนถึงปัจจุบัน โดยรถกระบะ มิตซูบิชิ ฟอร์เต้ ได้รับการพัฒนาให้แข็งแกร่ง ทนทานต่องานบรรทุกทั้งผู้โดยสารและสัมภาระ

รถกระบะ มิตซูบิชิ ฟอร์เต้ ขนาดหนึ่งตัน ขับขี่ง่าย สมรรถนะแกร่ง ทนทานกับการใช้งานบรรทุกสัมภาระ จึงได้รับความนิยมไปทั่วโลกในเวลาไม่นาน ทั้งในประเทศที่มีสภาพภูมิอากาศแบบหนาวจัดและแบบทะเลทรายที่ร้อนระอุ

กระนั้น มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ยังคงมุ่งมั่นพัฒนารถกระบะให้แก่ลูกค้า เพื่อให้สามารถฝ่าฟันทุกอุปสรรคและไปได้ไกลกว่าเดิม ด้วยการคิดค้นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อระดับตำนานมาใช้ในรถกระบะ มิตซูบิชิ ฟอร์เต้ รุ่นปี พ.ศ. 2523 ซึ่งต่อมาได้กลายต้นแบบของยนตรกรรมขับเคลื่อนสี่ล้อยุคใหม่ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้แก่ มิตซูบิชิ ปาเจโร หรือ มอนเทโร และ มิตซูบิชิ เดลิกา

ในเวลาต่อมา รถกระบะมิตซูบิชิถูกส่งไปจำหน่ายในอีกหลายประเทศภายใต้ชื่อ ไทรทัน ซึ่งประสบความสำเร็จและได้กลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนธุรกิจที่สำคัญของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส อีกด้วย

ทั้งนี้แพลตฟอร์มของ มิตซูบิชิ ไทรทัน เจอเนอเรชั่นแรก และเจนเนอเรชั่นที่สอง ได้รับการพัฒนาขึ้นที่ศูนย์การผลิตยานยนต์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่เขตโอเอะ เมืองนาโกย่า และต่อมา มิตซูบิชิ ไทรทัน เจอเนอเรชั่นที่สามในปี พ.ศ. 2538 ซึ่งถูกผลิตขึ้นและส่งออกไปยังตลาดทั่วโลกจากศูนย์การผลิตยานยนต์ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส แหลมฉบัง ประเทศไทย และปัจจุบันยังเป็นศูนย์การผลิตยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ด้วยจำนวนการผลิตประมาณ 400,000 คัน

โดยเราจะมาร่วมรำลึกย้อนดูถึงการเดินทางของรถกระบะมิตซูบิชิจากรุ่นสู่รุ่น ตั้งแต่ ฟอร์เต้ สู่
ไทรทัน และ แอล200 ซึ่งรถกระบะมิตซูบิชิพร้อมแล้วที่สานต่อความสำเร็จในอนาคต

เจนเนอเรชั่นที่ 1

กันยายน พ.ศ. 2521

ฟอร์เต้ (FORTE) รถกระบะขนาดหนึ่งตันเผยโฉมในประเทศญี่ปุ่นและส่งออกภายใต้ชื่อ รถกระบะมิตซูบิชิ (MITSUBISHI TRUCK) และ แอล200 (L200) โดยเริ่มทำการส่งออกไปยังอเมริกาเหนือในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2521
มีจำหน่ายเฉพาะรุ่นซิงเกิ้ลแค็บ โดยมีเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร และเครื่องยนต์ขนาด 2.6 ลิตร ให้เลือกสำหรับตลาดอเมริกาเหนือ ขณะที่เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร พัฒนาขึ้นสำหรับตลาดประเทศญี่ปุ่นและภูมิภาคอื่นๆ ทั้งนี้ เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.3 ลิตร ก็มีให้เลือกสำหรับตลาดส่งออกโดยทั่วไป

ตุลาคม พ.ศ. 2523

เปิดตัวพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบพาร์ทไทม์ครั้งแรก (Part-time 4WD System)

เจนเนอเรชั่นที่ 2

มีนาคม พ.ศ. 2529

รถกระบะมิตซูบิชิได้รับการปรับโฉมอย่างเต็มรูปแบบและครบครันด้วยรุ่นซิงเกิ้ลแค็บ คลับแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ ด้วยสไตล์ตัวถังทั้งแบบสั้นและแบบยาวในรุ่นซิงเกิ้ลแค็บ พร้อมระบบการขับเคลื่อนทั้งแบบสองล้อและสี่ล้อ มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร และ 2.6 ลิตร รวมถึงเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.5 ลิตร (เพิ่มเติมจากเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.3 ลิตร)

พฤษภาคม พ.ศ. 2534

สตราด้า (STRADA) เปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น (มีเฉพาะรุ่นดับเบิ้ลแค็บ)

เจนเนอเรชั่นที่ 3

พฤศจิกายน พ.ศ. 2538

รถกระบะมิตซูบิชิรุ่น แอล200 สตราด้า ใหม่ (L200 STRADA) เปิดตัวในประเทศไทยเป็นครั้งแรก
ผลิตและส่งออกจากศูนย์การผลิตยานยนต์แหลมฉบัง ประเทศไทย
มีให้เลือกในรุ่น ซิงเกิ้ลแค็บ และ คลับแค็บ ส่วนรุ่นดับเบิ้ลแค็บได้รับการผลิตขึ้นสำหรับการส่งออก ทั้งนี้ แอล200 สตราด้า ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.5 ลิตร และ 2.8 ลิตร พร้อมนวัตกรรมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเทคโนโลยี “Easy Select 4WD”

เจนเนอเรชั่นที่ 4

สิงหาคม พ.ศ. 2548

รถกระบะมิตซูบิชิเผยโฉมในชื่อ ไทรทัน (TRITON) ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก
ครบครันทั้งรุ่น ซิงเกิ้ลแค็บ คลับแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลที่พัฒนาขึ้นใหม่ขนาด 2.5 ลิตร และ3.2 ลิตร มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อนแบบสองล้อและสี่ล้อแบบ “Easy Select 4WD” และ “Super Select 4WD”

เจนเนอเรชั่นที่ 5

พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

รถกระบะมิตซูบิชิเจนเนอเรชั่นที่ 5 เปิดตัวในประเทศไทยเป็นแห่งแรกก่อนจะตามมาด้วยการเปิดตัวในประเทศอื่นๆ
ครบครันทั้งรุ่น ซิงเกิ้ลแค็บ คลับแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ มาพร้อมนวัตกรรมเครื่องยนต์ MIVEC เทอร์โบดีเซลขนาด 2.4 ลิตร เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 2.5 ลิตร และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อนแบบสองล้อและสี่ล้อพร้อมเทคโนโลยี “Super Select 4WD-II” ควบคุมการเปลี่ยนโหมดขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้า

ยนตรกรรมกระบะรุ่นใหม่แห่งอนาคตพร้อมแล้วสำหรับการเผยโฉมเร็วๆนี้

 

ข้อมูลประชาสัมพันธ์เพิ่มเติม

เจนเนอเรชั่นที่ 1 ปี พ.ศ. 2521 ฟอร์เต้ หรือ แอล200 (FORTE/L200)

ได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งมักใช้รถกระบะขนาดเล็กสำหรับการเดินทางไปโรงเรียนหรือที่ทำงาน และใช้สำหรับเดินทางไปทำกิจกรรมยามว่าง

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้เผยโฉมรถกระบะขนาดหนึ่งตันครั้งแรกโดยใช้ชื่อ ฟอร์เต้ (FORTE) เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2521 และเริ่มการส่งออกไปยังอเมริกาเหนือในเดือนตุลาคมในปีเดียวกัน โดยชื่อ “ฟอร์เต้” มีความหมายในภาษาอิตาลีว่า “แข็งแกร่ง” โดยยานยนต์ต้นแบบยังได้รับการทดสอบอย่างหนักทั้งในทวีปอเมริกาเหนือ ประเทศไทย และซาอุดิอาระเบีย เพื่อให้มั่นใจในสมรรถนะและความแข็งแกร่ง โดยรถกระบะ มิตซูบิชิ ฟอร์เต้ กว่า 657,000 คัน ได้ผลิตขึ้นที่ศูนย์การผลิตยานยนต์ในเขตโอเอะ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก และมีบางส่วนผลิตขึ้นที่ศูนย์การผลิตแหลมฉบังในประเทศไทย

ทั้งนี้แนวทางการของออกแบบของรถกระบะ มิตซูบิชิ ฟอร์เต้ เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับรถยนต์นั่งขนาดคอมแพคซีดานอย่าง กาแลนท์ ซิกม่า (GALANT Σ) ด้วยดีไซน์ด้านหน้าเสมือนจมูกที่ยาวเป็นเอกลักษณ์และการติดตั้งสเกิร์ตบนรถกระบะเป็นครั้งแรก รวมถึงโคมไฟหน้าแบบกลมสี่ดวง ทั้งนี้ มิตซูบิชิ ฟอร์เต้ ยังขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร และ 2.6 ลิตร สำหรับตลาดอเมริกาเหนือ และขนาด 1.6 ลิตรสำหรับประเทศญี่ปุ่นและภูมิภาคอื่นๆ ในขณะที่เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.3 ลิตร ผลิตขึ้นสำหรับตลาดส่งออก ด้วยตัวถังที่กว้างถึง 1,360 มม. และระยะฐานล้อยาวถึง 2,780 มม. มิตซูบิชิ ฟอร์เต้ จึงโดดเด่นด้วยเสถียรภาพการขับขี่ที่เหนือกว่า

นอกจากนี้ มิตซูบิชิ ฟอร์เต้ ยังเหนือกว่าด้วยแชสซีคุณภาพสูงที่นับว่าเป็นการยกระดับรถเชิงพาณิชย์อีกด้วย มั่นใจด้วยระบบดิสก์เบรกล้อหน้า ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบดับเบิลวิชโบนคอยล์สปริง และแหนบลดการสั่นสะเทือนพร้อมเพลาท้ายรถที่แข็งแกร่ง

เทคโนโลยีภายในห้องโดยสารส่งผลให้ช่วยลดเสียงรบกวน ลดความกระด้าง และลดอาการสั่นสะเทือนของตัวรถ โดยการใช้เพลากลางแบบสองชิ้นและวัสดุปิดซีลที่ติดตั้งไว้เป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้นำเอาความเชี่ยวชาญที่ได้จากประสบการณ์นานหลายปีในการผลิตรถจี๊ปมาพัฒนาต่อยอดเป็นกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อแบบพาร์ทไทม์ ที่มาพร้อมกับโซ่ราวลิ้นซับเสียง จึงช่วยลดเสียงดังจากการทำงานของระบบส่งกำลัง และเสริมประสิทธิภาพให้รถสามารถขับเคลื่อนและเร่งอัตราความเร็วได้อย่างเต็มกำลัง

มิตซูบิชิ ฟอร์เต้ ยังนับเป็นการบุกเบิกยนตรกรรมกลุ่มขับเคลื่อนสี่ล้อที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในเวลาต่อมา ได้แก่ มิตซูบิชิ ปาเจโร หรือ มอนเทโร และ มิตซูบิชิ เดลิกา อีกด้วย

เจนเนอเรชั่นที่ 2 พ.ศ. 2529 สตราด้า หรือ แอล200 (STRADA/ L200)

รถกระบะมิตซูบิชิได้ทำการพลิกโฉมอย่างเต็มรูปแบบในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2529 โดยมาพร้อมกับการออกแบบที่โดดเด่นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ รวมถึงการยกระดับรายละเอียดด้านการออกแบบอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงเส้นสายที่ทำให้ มิตซูบิชิ สตราด้า หรือ แอล200 มีรูปทรงแกร่งทันสมัยและเสริมประสิทธิภาพตามหลักอากาศพลศาสตร์

สำหรับเจนเนอเรชั่นที่ 2 นี้ รถกระบะมิตซูบิชิ ครบครันด้วยประเภทตัวถังทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ ซิงเกิ้ลแค็บ คลับแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ โดยสไตล์ตัวถังทั้งแบบสั้นและยาวมีให้เลือกเป็นออปชั่นสำหรับรุ่น ซิงเกิ้ลแค็บ พร้อมระบบขับเคลื่อนทั้งแบบสองล้อและสี่ล้อ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร และ 2.6 ลิตร รวมถึงเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.5 ลิตร

รถกระบะมิตซูบิชิในยุคนี้ได้มีการเปลี่ยนมาใช้ชื่อ สตราด้า (STRADA) โดยรุ่นดับเบิ้ลแค็บเปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2534 ทั้งนี้อาจมีการใช้ชื่ออื่นในภูมิภาคที่แตกต่างกัน เช่น ไมตี้ แมกซ์ (MIGHTY MAX) ในอเมริกาเหนือ และ ไทรทัน (TRITON) ในออสเตรเลีย รวมถึง แอล200 (L200) ในภูมิภาคอื่นๆ โดยในอเมริกาเหนือยังได้จำหน่ายภายใต้แบรนด์ ดอดจ์ รุ่น
แรม 50 (DODGE RAM 50)

รถกระบะมิตซูบิชิ เจนเนอเรชั่นที่ 2 นี้ ได้รับการผลิตขึ้นกว่า 1,146,000 คัน ที่ศูนย์การผลิต
ยานยนต์ ที่เขตโอเอะ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น และที่ศูนย์การผลิตยานยนต์แหลมฉบัง ประเทศไทย

เจนเนอเรชั่นที่ 3 พ.ศ. 2538 สตราด้า หรือ แอล200 (STRADA/ L200)

รถกระบะมิตซูบิชิ เจนเนอเรชั่นที่ 3 ภายใต้ชื่อ สตราด้า หรือ แอล200 เริ่มผลิตขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ 2538 ด้วยดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอกและภายใน มิตซูบิชิ สตราด้า หรือ แอล200 จึงมีสไตล์โดดเด่นโฉบเฉี่ยวตรงกับความต้องการของลูกค้าที่ต้องการใช้งานรถกระบะในชีวิตประจำวันแทนรถซีดาน รถกระบะมิตซูบิชิ เจนเนอเรชั่นที่ 3 นี้ โดดเด่นด้วยความกว้างขวางสามารถรองรับการโดยสาร 5 ที่นั่ง จึงพร้อมด้วยสมรรถนะและประสิทธิภาพสำหรับการใช้งานทั้งในชีวิตประจำวันและสำหรับเชิงพาณิชย์

ทั้งนี้ พละกำลังและสมรรถนะในการขับเคลื่อนแบบออฟโรด ได้รับการยกระดับด้วยเครื่องยนต์ อินเตอร์คูลเลอร์ เทอร์โบดีเซล ขนาด 2.5 ลิตร มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ “Easy Select 4WD” ครบครันด้วยระบบความปลอดภัยและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อมอบความสะดวกสบายในการใช้งานระดับเดียวกับรถซีดาน

มิตซูบิชิ สตราด้า หรือ แอล200 นอกจากจะจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว ยังส่งออกไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั้งในทวีปยุโรป โอเชียเนีย ละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ด้วยยอดผลิตรวมทั้งสิ้นกว่า 1,046,000 คัน ทั้งนี้ความโดดเด่นของรถกระบะมิตซูบิชิ ในเจนเนอเรชั่นที่ 3 นี้ ประกอบด้วย

ดีไซน์ใหม่ ผสานด้วยความแข็งแกร่งในแบบรถกระบะ ผสานความล้ำสมัยในแบบรถ
ซีดาน
ภายในห้องโดยสารมอบความรู้สึกเช่นเดียวกันกับรถซีดาน ด้วยความประณีตในรายละเอียดของขอบประตูห้องโดยสารและการบุเสริมด้วยวัสดุนุ่มเพื่อเพิ่มความสบายตลอดการเดินทาง
พื้นที่บรรทุกสัมภาระขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับรถกระบะในระดับเดียวกัน
สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่าจากขุมพลังเทอร์โบดีเซลอินเตอร์คูลเลอร์ขนาด 2.5 ลิตร
ยกระดับระบบความปลอดภัยทั้งเชิงปกป้องและป้องกัน เช่น ถุงลมนิรภัยด้านข้างคนขับ กระจกหน้าต่างไฟฟ้าปรับขึ้น-ลงอัตโนมัติป้องกันการหนีบ รวมถึงไฟเบรกดวงที่ 3
ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ “Easy Select 4WD” ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกตำแหน่งการขับเคลื่อนให้เหมาะสมกับสภาพถนนได้สะดวกและรวดเร็ว
ในบางรุ่นยังติดตั้งระบบ ABS ช่วยป้องกันล้อล็อกขณะเบรกพร้อมรักษาสมดุลและการควบคุมตัวรถ และระบบเฟืองท้ายลิมิเต็ด Hybrid LSD เพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่

เจนเนอเรชั่นที่ 4 พ.ศ. 2548 ไทรทัน หรือ แอล200 (TRITON/ L200)

เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2548 ได้มีการพลิกโฉมรถกระบะมิตซูบิชิอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง และหลังจากการเปิดตัวในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2548 ได้มีการส่งออกไปยังกว่า 150 ประเทศทั่วโลก ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญระดับโลกของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส

มิตซูบิชิ ไทรทัน หรือ แอล200 ได้รับการพัฒนาขึ้นบน 3 แนวคิดสำคัญ เพื่อบุกตลาดกระบะโลก โดยอันดับแรก คือ การพัฒนาสมรรถนะให้เหนือกว่าระดับมาตรฐาน ทั้งด้านความประหยัด ความแข็งแกร่ง และความทนทาน อันดับสอง คือ การมอบคุณภาพระดับมาตรฐานสูงสุดเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในระดับโลก และสุดท้าย คือ การตอบสนองความต้องการอันหลากหลายของลูกค้า ที่ไม่เพียงจำกัดเฉพาะการใช้งานในเชิงพาณิชย์ โดยรถกระบะเจนเนอเรชั่นที่ 4 ภายใต้ชื่อ ไทรทัน หรือ แอล200 ผลิตขึ้นรวมทั้งสิ้นกว่า 1,423,000 คัน

ความโดดเด่นของ มิตซูบิชิ ไทรทัน หรือ แอล200 รุ่นปี พ.ศ. 2548 คือนวัตกรรมภายในห้องโดยสารและดีไซน์ภายนอกที่สปอร์ตและโฉบเฉี่ยวล้ำสมัย นับว่าเป็นรถกระบะที่มีห้องโดยสารภายในที่กว้างขวางที่สุดในบรรดารถกระบะระดับเดียวกัน ในขณะที่ช่วงล่างและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายในห้องโดยสารยังได้รับการพัฒนาและติดตั้ง เพื่อมอบความสะดวกสบายสูงสุดในการเดินทางเช่นเดียวกับรถยนต์ประเภทซีดาน

จากความโดดเด่นดังกล่าวไม่เพียงทำให้ มิตซูบิชิ ไทรทัน หรือ แอล200 เป็นที่ยอมรับในด้านนวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของรถกระบะโดยรวมที่ไม่จำกัดการใช้งานแค่ในเชิงพาณิชย์อีกต่อไป ความโดดเด่นดังกล่าวยังส่งผลให้รถกระบะของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส สามารถช่วยขยายฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยยะ

นอกจากนี้รถกระบะมิตซูบิชิ เจนเนอเรชั่นที่ 4 ยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล ใหม่ ระบบไดเรก
อินเจคชั่น คอมมอนเรล ที่มีพละกำลังและสมรรถนะมากขึ้น พร้อมอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำ อีกทั้งยังช่วยลดไอเสียและเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์

มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยโครงสร้างตัวถังที่ได้รับการออกแบบใหม่ ที่สามารถปกป้องผู้โดยสารเมื่อเกิดการปะทะได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับรถกระบะรุ่นอื่นในระดับเดียวกัน

มิตซูบิชิ ไทรทัน หรือ แอล200 ยังได้รับการยอมรับในวงกว้างในด้านความแข็งแกร่งและสมรรถนะของระบบขับเคลื่อนแบบสี่ล้อ โดยมีบทพิสูจน์จากการเข้าร่วมแข่งขันในรายการดาการ์แรลลี่ รวมถึงการแข่งขันระดับโลกต่างๆ

ครบครับด้วยประเภทตัวถังทั้ง 3 รุ่น ซิงเกิ้ลแค็บ คลับแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ
เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลใหม่ขนาด 2.5 ลิตร และ 3.2 ลิตร
พร้อมด้วยระบบขับเคลื่อนแบบสองล้อและสี่ล้อ (“Easy Select 4WD” และ “Super Select 4WD”)

เจนเนอเรชั่นที่ 5 พ.ศ. 2558 ไทรทัน หรือ แอล200 (TRITON / L200)

ปี พ.ศ. 2557 รถกระบะมิตซูบิชิ เจนเนอเรชั่นที่ 5 ภายใต้ชื่อ ไทรทัน หรือ แอล200 ได้รับการยกระดับอีกขั้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายได้ดียิ่งขึ้น ทั้งในด้านความอเนกประสงค์ ความแข็งแกร่ง และความทนทาน สำหรับการใช้งานในเชิงพาณิชย์ อีกทั้งยังขับขี่ง่าย สะดวกสบาย และสนุกสนานเปี่ยมด้วยอารมณ์สปอร์ต ด้วยมาตรฐานคุณภาพที่สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าทุกคน จึงส่งผลให้ มิตซูบิชิ ไทรทัน หรือ แอล200 ได้รับการยอมรับว่าเป็น “กระบะพันธุ์เข้ม แรงจัด ประหยัดจริง” มีให้เลือกทั้งแบบ ซิงเกิ้ลแค็บ ดับเบิ้ลแค็บ และคลับแค็บ

มิตซูบิชิ ไทรทัน หรือ แอล200 มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 2.5 ลิตร และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร ที่ได้รับการพัฒนาให้ทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงเครื่องยนต์ MIVEC คลีนเทอร์โบดีเซลขนาด 2.4 ลิตร ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่เพื่อสมรรถนะเหนือชั้นและมีประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิงในระดับสูงสุดจึงช่วยลดไอเสีย มาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบธรรมดา 6 จังหวะ และระบบส่งกำลังอัตโนมัติ 5 จังหวะ พร้อมโหมดการขับขี่แบบสปอร์ต ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรถกระบะมิตซูบิชิ

พร้อมกันนี้ระบบขับเคลื่อนแบบสี่ล้อ ยังได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน โดยระบบ “Easy Select 4WD” ประกอบด้วย 3 โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมดขับเคลื่อนสองล้อหลัง (2H) และโหมดขับเคลื่อนสี่ล้อความเร็วสูง (4H) และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อความเร็วต่ำ (4L) เพื่อสร้างแรงฉุดที่เหมาะสมกับถนนสภาพต่างๆ ในขณะที่การขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ “Super Select 4WD-II” มีการควบคุมการเปลี่ยนโหมดขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้า

ทั้งนี้ มิตซูบิชิ ไทรทัน หรือ แอล200 มีระบบขับเคลื่อนแบบสองล้อในรุ่นมาตรฐานและในรุ่นยกสูงซึ่งมีระยะความสูงจากพื้นเทียบเท่ากับรุ่นระบบขับเคลื่อนแบบสี่ล้อ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการฝ่าทุกอุปสรรคบนเส้นทางที่ทุรกันดาร

# # #

 


 

Mitsubishi e-Evolution Concept

ต้นแบบ SUV สไตล์ Coupe’

ขับเคลื่อน 4 ล้อ ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า

 

Mitsubishi e-Evolution Concept เปิดตัวอย่างเป็นการเรียบร้อยแล้ว ในรูปแบบของรถยนต์ SUV สไตล์ Coupe’ ขับเคลื่อน ล้อ ด้วยพลังงานไฟฟ้า พร้อมปัญญาประดิษฐ์ AI ซึ่งเป็นการผสานจุดแข็งของบริษัททั้งหมดเอาไว้ด้วยกัน พร้อมกับนำ SUV ในตำนานของบริษัทอย่าง Pajero มาผสมไว้ในรถยนต์ต้นแบบคันนี้ด้วย

 

ภายนอกของ Mitsubishi e-Evolution Concept มาพร้อมกับการออกแบบด้านหน้าแบบ Dynamic Shield พร้อมกระจังหน้าสีดำเพื่อสื่อว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ทั้งยังมีมีกระจกทับอีกชั้นหนึ่งโดยติดตั้งเซนเซอร์และกล้องเอาไว้ใต้นั้น ช่องดักลมกันชนหน้ามีขนาดใหญ่เพื่อส่งลมเย็นเข้าไประบายความร้อนระบบเบรก และเพื่อเป็นการปรับปรุง aerodynamics

Mitsubishi e-Evolution Concept มีระยะ overhang สั้น โดยเป็นผลมาจากเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่มีเครื่องยนต์ ทำให้ลดระยะ overhang ด้านหน้าได้ เส้นสายต่างๆ เน้นความแกร่งสไตล์ SUV ปิดท้ายด้วยเสาหลังคา D-Pillar แบบ floating roof และไฟท้ายทรงแปลกตา ส่วนฝาท้ายทรงโหนกนูนได้แรงบันดาลใจ จากที่เก็บยางอะไหล่ฝาท้ายของ Mitsubishi Pajero

 

ภายในมาพร้อมกับแดชบอร์ดที่วางตำแหน่งให้เหมือนลอยอยู่ พร้อมผสานเอกลักษณ์ของค่ายลงไป จอแสดงผลมีขนาดใหญ่กินพื้นที่ตลอดแนว สามารถรายงานสภาวะต่างๆ นอกรถยนต์ พร้อมแสดงผลระบบนำทาง ระบบ coaching สำหรับคนขับ และสัญญาณภาพจากกล้องหน้า – หลัง ทั้งยังมีทัศนวิสัยดีราวกับอยู่ในเครื่องบินขับไล่ เพราะแทบไม่มีมุมอับสายตาเลย สำหรับเทคโนโลยีต่างๆ มีรายละเอียด ดังนี้

  • ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า: มอเตอร์ไฟฟ้า ตัว แบ่งเป็นขับเคลื่อนล้อคู่หน้า ตัว และล้อคู่หลัง ตัว ตอบสนองไว พร้อมแบตเตอรี่ความจุสูงติดตั้งกึ่งกลางรถยนต์ ช่วยให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำ นำไปสู่เสถียรภาพในการขับขี่
  • ระบบขับเคลื่อน ล้อ: เอกลักษณ์ของ Mitsubishi กับระบบขับเคลื่อนแบบ Super All Wheel Control พร้อมระบบควบคุมแรงบิด Torque Vectoring AYC Unit และระบบ Dual Motor Active Yaw Control ช่วยเพิ่มสมรรถนะการเข้าโค้งและการยึดเกาะถนน
  • ปัญญาประดิษฐ์ AI (Artificial Intelligent): เรียนรู้สภาพถนน การจราจร และความสามารถของคนขับในแต่ละคน เพื่อปรับรูปแบบการฝึกหัดคนขับ Coaching ผ่านจอแสดงผลและเสียง ให้คนขับสนุกกับการขับขี่ยิ่งขึ้น

 

แม้ว่าการกลับมาของชื่อ Evolution จะไม่ใช่รถยนต์ ประตูอีกต่อไป แต่ก็ต้องติดตามชมต่อว่า Mitsubishi e-Evolution Concept จะกลายเป็นรถยนต์รุ่นอะไรต่อหากทำขายจริง แล้วมันจะสามารถสานต่อตำนานของ Evolution หนึ่งในรถยนต์ที่สร้างชื่อให้กับค่าย ได้มากน้อยแค่ไหน!?

 

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

mitsubishi-motors.co.th

 


 

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น เปิดตัว อี-อีโวลูชัน คอนเซปต์ ยานยนต์อัจฉริยะต้นแบบ พร้อมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า

 

 

โตเกียว – มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น พร้อมเปิดตัวรถยนต์ต้นแบบ มิตซูบิชิ อี-อีโวลูชัน คอนเซปต์ เป็นครั้งแรกของโลกในงานโตเกียว มอเตอร์ โชว์ ครั้งที่ 45 ซึ่งรถยนต์ต้นแบบคันนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางของบริษัทฯ ในอนาคต

มิตซูบิชิ อี-อีโวลูชัน คอนเซปต์ มาพร้อมกับ

  • ปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่
  • ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า
  • ระบบ Dual Motor Active Yaw Control (AYC)
  • ขุมพลังขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่ให้แรงบิดสูง
  • ความสามารถในการตอบสนองทุกการใช้งาน

มิตซูบิชิ อี-อีโวลูชัน คอนเซปต์ เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าสมรรถนะสูงรูปแบบใหม่ พร้อมสะท้อนให้เห็นถึงอนาคตของบริษัทฯ มิตซูบิชิ อี-อีโวลูชัน คอนเซปต์ ได้นำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของ มิตซูบิชิ มาผสานไว้ในรถยนต์คันเดียวเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่ ทั้งยังสามารถไปได้ทุกจุดหมายด้วยความเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV)

มิตซูบิชิ อี-อีโวลูชัน คอนเซปต์ ได้นำเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ผสานเข้ากับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ที่ส่งผลให้การขับขี่สนุกสนานและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ในทุกสภาวะการขับขี่

มิตซูบิชิ อี-อีโวลูชัน คอนเซปต์ ยังถูกสร้างขึ้นเพื่อปลุกความต้องการที่จะเสาะหา ทั้งในตัวผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ดังที่ อีโวลูชัน เคยเป็นมา

  • มิตซูบิชิ อี-อีโวลูชัน คอนเซปต์ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่สมรรถนะสูง เพื่อสร้างพละกำลังในการขับเคลื่อนอันทรงพลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าคันนี้แตกต่างจากรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปทั่วไป มิตซูบิชิ อี-อีโวลูชัน คอนเซปต์ ยังมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อและมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว โดยมอเตอร์ตัวแรกขับเคลื่อนล้อคู่หน้า ส่วนมอเตอร์อีก 2 ตัวขับเคลื่อนล้อคู่หลัง พร้อมระบบ Active Yaw Control ช่วยสร้างแรงบิด เพื่อให้คุณสามารถขับขี่ไปบนทุกสภาพถนน
  • เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ใน มิตซูบิชิ อี-อีโวลูชัน คอนเซปต์ สามารถช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ได้ เนื่องจากมีเซนเซอร์ที่ติดตั้งรอบคันรถยนต์เพื่อประเมินสภาพถนน สภาวะการจราจร และความพร้อมของผู้ขับขี่ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่อีกระดับ ที่ปลอดภัยและสะดวกสบายมากขึ้น
  • เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ใน มิตซูบิชิ อี-อีโวลูชัน คอนเซปต์ ยังสามารถช่วยปรับทักษะการขับของผู้ขับขี่ได้ โดยระบบจะประเมินทักษะของผู้ขับขี่ก่อนที่จะปรับระดับคำแนะนำ ด้วยการส่งเสียงและแสดงผลผ่านหน้าจอขนาดใหญ่ ระบบนี้จะช่วยให้คนขับที่มีพื้นฐานที่แตกต่างกันสามารถปรับตัวเข้ากับรถยนต์ได้ดีขึ้น และยังนำไปสู่ประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานมากขึ้นกว่าที่เคย

มิตซูบิชิ อี-อีโวลูชัน คอนเซปต์ เป็นหนึ่งในรถยนต์ มิตซูบิชิ 12 คัน ที่นำมาจัดแสดงในงานโตเกียว มอเตอร์ โชว์ ครั้งที่ 45 พร้อมกันนี้ยังมีรถยนต์รุ่นอื่นๆ มาจัดแสดงภายในงาน อาทิ มิตซูบิชิ อีคลิปส์ ครอส รถยนต์ SUV สไตล์คูเป้ ซึ่งจะเปิดตัวเป็นครั้งแรกของประเทศญี่ปุ่น และ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี รวมไปถึงรถยนต์รุ่นอื่นๆ ที่ออกจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่น

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ยังมีเวปไซต์ที่ให้ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษเกี่ยวกับงานโตเกียว มอเตอร์ โชว์ ครั้งที่ 45 ซึ่งเข้าชมได้ที่ http://www.mitsubishi-motors.com/en/innovation/motorshow/2017/tms2017/

###

  • สำหรับลูกค้าที่สนใจชม หรือทดลองขับรถยนต์มิตซูบิชิรุ่นต่างๆ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผู้จำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 ทุกวันจันทร์ - เสาร์ ระหว่างเวลา 8:30-17:00 น.
  • ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ที่ https://www.mitsubishi-motors.co.th/

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

mitsubishi-motors.co.th

 


 

Mitsubishi GT-PHEV Concept รถครอสโอเวอร์แนวคิดที่ใกล้ความจริง

 

Mitsubishi GT-PHEV Concept ครอสโอเว่อร์ต้นแบบยุคใหม่ของ Mitsubishi อวดโฉมในงาน Paris Motor Show 2016 ทั้งไฮเอนด์ ไฮเทค และประหยัดพลังงาน

           Mitsubishi GT-PHEV รถแนวคิดคันล่าสุดจาก Mitsubishi เผยโฉมในงาน Paris Motor Show 2016 ประเทศฝรั่งเศส ด้วยรูปแบบของครอสโอเวอร์ยกสูงยุคใหม่ดังความตั้งใจที่วางไว้ และเน้นความพรีเมียม เทคโนโลยีล้ำหน้า รวมถึงใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่าปล่อยมลพิษต่ำ ภายใต้ภาษาการออกแบบล่าสุดซึ่งทั้งหมดคืออนาคตของผู้ผลิตญี่ปุ่นรายนี้ที่เราอาจได้สัมผัสกันในเร็ววันนี้

 

อันที่จริงภายนอกของ Mitsubishi GT-PHEV Concept ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่หรือต่างจาก Mitsubishi EX Concept คันก่อนหน้าสักเท่าไรนัก โดยเฉพาะด้านหน้า Dynamic Shield ที่มีแนวเส้นเป็นตัว X รวมถึงเส้นตัวถังด้านข้างที่เหมือนสันคมของใบมีดเพื่อใช้แสดงถึงความหรูหรา ซึ่งเป็นภาษาการออกแบบใหม่ที่เราเริ่มจะคุ้นตากันพอสมควรแล้ว

ส่วนหลังคานั้นได้รับการออกแบบให้ดูลอยตัวด้วยการใช้เสา กับ สีดำ บานประตูเปิดได้แบบตู้กับข้าวโดยปราศจากเสา ทำให้กลายเป็นครอสโอเวอร์หลังคาร์ Hard Top ที่เข้า-ออกได้สะดวก (แต่ผลิตจริงคงเป็นไปได้ยากเพราะเปลืองต้นทุนในเรื่องโครงสร้างที่ต้องแข็งแกร่งทนการบิดตัวได้มาก) ส่วนไฟท้ายคาดยาวเป็นเส้นตรง เช่นเดียวกับไฟเบรกดวงที่สามยกไปไว้ที่แนวสปอยเลอร์ขอบหลังคาด้านบนเน้นความโมเดิร์นสะอาดตากว่า Mitsubishi EX Concept

มาถึงในส่วนห้องโดยสารของ Mitsubishi GT-PHEV Concept นั้น รายละเอียดการตกแต่งก็ดูใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น โดย Mitsubishi เลือกใช้โทนสีดำ-แดงเบอร์กันดีที่ให้ความรู้สึกหรูหรามากกว่าสีสว่างแบบโมเดิร์น ภายในโปร่งโล่งด้วยหลังคากระจกแบบ Panoramic Roof ส่วนเบาะนั่งออกแบบไว้สำหรับรองรับผู้โดยสารทั้งหมด 5 ที่นั่ง เท่านั้น

          อย่างไรก็ตามงานดีไซน์ การจัดวางอุปกรณ์ของ Mitsubishi GT-PHEV Concept  ยังคงความโมเดิร์นตามสไตล์รถแนวคิดด้วยแผงหน้าปัดเรียบง่ายแต่ทันสมัยด้วยจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ 3 จอ ทำหน้าที่เป็นมาตรวัดสำหรับผู้ขับขี่สำหรับบอกข้อมูล และแสดงภาพจากกล้องที่กระจกมองข้าง แผงคอนโซลกลางลอยตัวเป็นสะพานพาดมาถึงที่พักแขนข้างเบาะนั่ง พร้อมจอแสดงผลอยู่ส่วนบนสุด ไม่มีคันเกียร์แต่เป็นปุ่มหมุนปรับเหมือน Range Rover Evoque ล่างสุดน่าจะเป็นทัชแพดสำหรับแตะลากเพื่อควบคุมอุปกรณ์ภายในรถได้อย่างสะดวก และมีปุ่มน้อยให้น้อยที่สุด

ทางด้านขุมพลัง Mitsubishi GT-PHEV Concept ที่ถูกกำหนดให้เป็นรถครอสโอเวอร์ยกสูงสำหรับเดินทางผ่านทุกสภาพพื้นผิวได้อย่างไรขีดจำกัดนั้นจะเป็นแบบ Hybrid อันประกอบไปด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งหมด ตัว (มอเตอร์ ตัวอยู่ที่เพลาหลังเพื่อขับเคลื่อน ล้อหลังโดยตรง และอีก ตัวทำหน้าที่เสริมกำลังให้กับเครื่องยนต์) แบตเตอรี่ความจุสูง ร่วมกับเครื่องยนต์ปกติแต่ Mitsubishi ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าขนาดใด แต่น่าสนใจตรงที่ Mitsubishi GT-PHEV Concept ซึ่งเป็นรถแนวคิดทำไมไม่ใช่ไฟฟ้าล้วน และนี่อาจหมายถึงว่ามันพร้อมสำหรับรถคันจริงในอนาคตอันใกล้มาก ๆ จะมีก็แต่เพียงฟีเจอร์ Auto Pilot ที่ปรากฏใน Mitsubishi GT-PHEV Concept เท่านั้นที่อาจต้องใช้เวลานานสักหน่อย

          เดาว่าอีกไม่นานคงจะได้เห็นครอสโอเวอร์ร่างทรงของ Mitsubishi GT-PHEV Concept ออกมาในไม่ช้า หลายกระแสคาดว่าเป็น Mitsubishi Outlander ใหม่ หรือไม่ก็เป็นมันทุกรุ่นของ Mitsubishi เพราะหน้าตาแทบจะไม่ต่างกันเลย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

car.kapook.com

 


 


  • Image00001.jpg
    ข้อแนะนำในการดูแลรักษา ก่อนออกใช้งานรถยนต์ทุกครั้ง ผู้ขับขี่ต้องตรวจสอบสภาพก่อนการใช้งานเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ และ ความเสียหายซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากสภาพของรถยนต์ โดยผู้ขับขี่จะต้อ...

  • 8car-insurance_g1.gif
    8 วิธีเลือกประกันภัยรถยนต์ให้โดนใจ เลือกซื้อประกันรถยนต์ราคาสบายกระเป๋าและคุ้มค่า ควรเลือกประกันภัยที่คุ้มค่าและได้รับการคุ้มครองที่เหมาะสมกับตัวเรามากที่สุด ควรพิจารณาจากวงเงิ...

  • 22.jpg
    มิตซู แฮปปี้ เฟสติวัล มิตซูรุ่งเจริญ สาขาตลาดไท 10 มีนาคม 2561 "มินิคอนเสิร์ต และกิจกรรมภายในงาน" "ภาพกิจกรรมภายในงาน" ...

 

Visitors: 61,606